อิ่มบุญอิ่มใจไหว้พระ 9 วัด
เมืองแม่กลอง
โบสถ์ที่สวยงามสูงตระหง่านของวัดแม่พระบังเกิด
ช่วงนี้ดูบรรยากาศบ้านเมืองค่อนข้างจะอึมครึมยังไงก็ไม่รู้ ไหนจะปัญหาทางเศรษฐกิจที่รุมเร้า
ปัญหาทางสังคมที่ผู้คนในประเทศแตกแยกทางความคิด ปัญหาความจลาจลวุ่นวายจากม็อบนปก.(นรกป่วนกรุง)
และอีกสารพัดปัญหาที่รุมเข้าโถมกระหน่ำเข้าในจิตใจของแต่ละคน
การเข้าวัดทำบุญไหว้พระ ขอพร
ฟังเทศน์ ฟังธรรม จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ผู้คนในยุคนี้ พ.ศ.นี้ ยึดเป็นที่พึ่งทางจิตใจ
(นอกเหนือไปจากการบูชาจตุคามรามเทพ)
วัดหลวงพ่อบ้านแหลมคึกคักไปด้วยผู้มีจิตศรัทธา
กิจกรรมแบบนี้ไม่มีกฎเกณฑ์ว่าจะต้องไปไหว้พระวัดไหน จังหวัดไหน เพราะการทำบุญนั้น
สิ่งสำคัญอยู่ที่ใจ แต่ว่ามาในพักหลังนี้ดูเหมือนว่ากิจกรรมไหว้พระที่ได้รับความนิยมอย่างสูงก็เห็นจะเป็นการไหว้พระ
9 วัด เนื่องจากว่ากันว่าเป็นการทำบุญใหญ่ และเลข 9 ยังถือเป็นเลขมงคลของคนไทยอีกด้วย
สำหรับการออกทริปตะลอนไหว้พระ
9 วัดในครั้งนี้ ผู้จัดการท่องเที่ยว เลือกมุ่งตรงไปยังจังหวัดสมุทรสงครามหรือเมืองแม่กลอง
จังหวัดเล็กอันสงบงามใกล้กรุงที่มากไปด้วยของดีซุกซ่อนอยู่มากมาย โดยวัดแรกเราเริ่มประเดิมรับบุญกันที่
วัดเพชรสมุทรวรวิหาร หรือวัดบ้านแหลม
ที่ตั้งอยู่ใน ต.แม่กลอง อ.เมือง
ภาพปูนปั้นนูนสูงเขียนสีเรื่องตำนานรอยพระพุทธบาท 4 รอยบนผนังวัดบางกะพ้อม
อ.คฑา ชินบัญชร วิทยากรรับเชิญประจำทริปนี้
เล่าให้ฟังถึงตำนานของวัดบ้านแหลมว่า เดิม อ.บ้านแหลมอยู่ใน จ.เพชรบุรี
แต่เมื่อมีสงครามกับพม่าชาวบ้านแหลม จ.เพชรบุรีจึงได้อพยพหนีมาอยู่ที่วัดศรีจำปา
จ.สมุทรสงคราม พอมาอยู่กันเยอะๆก็เลยเปลี่ยนมาเรียกว่าวัดบ้านแหลมแทน
และที่วัดแห่งนี้ยังมีหลวงพ่อบ้านแหลมองค์จริงที่เอาขึ้นมาจากน้ำ
สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสุโขทัย-อยุธยาตอนต้น หลวงพ่อบ้านแหลมนี้เป็นหนึ่งในพระพุทธรูป
3 พี่น้อง คือหลวงพ่อบ้านแหลม หลวงพ่อโสธร และหลวงพ่อวัดเขาตะเครา แต่บางความเชื่อก็เชื่อว่าเป็นพระพุทธรูป
5 พี่น้องคือรวมเอาหลวงพ่อวัดไร่ขิง และหลวงพ่อโตวัดบางพลีเขาไปด้วย
ภายในพระอุโบสถวัดจุฬามณีดูโออ่ากว้างขวางและสวยงามด้วยภาพจิตกรรมฝาผนัง
รูปหล่อหลวงพ่อบ้านแหลมองค์จริงนี้ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีขนาดใหญ่ภายในพระอุโบสถ
ผู้ที่มาทำบุญสามารถขึ้นไปบนฐานชุกชีเพื่อปิดทองหลวงพ่อบ้านแหลมได้ หรือหากจะปิดทององค์จำลองด้านล่างก็ได้เช่นกัน
อ.คฑา แนะว่า หากจะอธิฐานขอพรให้สัมฤทธิ์ผลต้องตั้งจิตให้แน่วแน่ และอธิฐานให้พี่น้องก่อนแล้วจึงขอพรให้กับตนเอง
ดังเช่นพระพุทธรูป 3 หรือ 5 พี่น้อง
จากวัดแรกเราไปเพิ่มบุญกันต่อที่
วัดบางกะพ้อม ต.อัมพวา อ.อัมพวา วัดนี้ อ.คฑา ได้เล่าถึงความเป็นมาว่า
ในสมัยอยุธยาตอนปลายที่มีศึกสงครามทั่วประเทศ มีเศรษฐีตายาย 2 คนสานกะพ้อม
หรือ ที่สำหรับใส่ข้าวเปลือกใช้ไม้ไผ่สาน อยู่ในบ้าน แต่พม่าได้บุกเข้ามาในบ้าน
ตายายไม่รู้จะไปหลบที่ไหนจึงพากันไปหลบในกะพ้อม พร้อมทั้งอธิฐานว่าหากหลบพม่าได้จะขอสร้างวัดถวาย
แล้วก็เป็นจริงดังที่ขอ ตากับยายคู่นี้จึงได้สร้างวัดบางกะพ้อมขึ้น
กุฏิไม้ริมน้ำสร้างด้วยไม้สักทองกลายเป็นที่มาของชื่อวัดภุมรินทร์กุฎีทอง
ภายในวัดบางกะพ้อมมีหัวใจหลวงปู่คงดวงใหญ่
ที่เชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องของความอยู่ยงคงกระพัน ด้านข้างของหลวงปู่คงมีรูปหล่อพระ
5 พี่น้อง และใกล้ๆกันนั้นก็มีวิหารหลวงพ่อดำ หากเดินเข้าไปด้านในอีกนิดหนึ่งจะเจอกับวิหารพระพุทธบาทที่สร้างขึ้นในสมัย
ร.ที่ 3 ก่อนที่พวกเราจะเข้าไปด้านในวิหารต้องลอดประตูซึ่งทำเป็นรูปวงกลม
ตามความเชื่อของคนจีนที่เชื่อกันว่าวงกลมหมายถึงท้องฟ้า หรือสวรรค์
ในสรวงสวรรค์ หรือในวิหารแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท
บนผนังจะมีภาพปูนปั้นนูนสูงเขียนสี เรื่องตำนานรอยพระพุทธบาท 4 รอยคือที่สะดือทะเล
จ.นครศรีธรรมราช, ที่เขาชินจุกุ, ที่ภูเขาสุวรณบรรพต จ.สระบุรี และที่สุวัณณมาลิก
นอกจากนี้ภายในวัดบางกะพ้อมยังมีพระพุทธรูปที่หล่อเป็นเณรอีกด้วย
จิตกรรมฝาผนังสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่ยังหลงเหลืออยู่ที่วัดบางแคใหญ่
จากวัดบางกะพ้อม เราไปต่อยังวัดจุฬามณี
ต.บางช้าง อ.อัมพวา วัดนี้มีวิหารทรงจัตุรมุข พื้นปูด้วยหินอ่อนสีเขียวจากประเทศปากีสถาน
ให้ความรู้สึกที่เย็นสบายมากเลยทีเดียว มองขึ้นไปตามผนังมีรูปเทวดาแต่ละชั้นตั้งแต่ชั้นล่างสุดคือยักษ์ไปจนถึงชั้นบนสุดคือพรหม
ส่วนบานหน้าต่างแต่ละบานในวัดนี้ก็เป็นลายฝังมุกและมีเรื่องราวต่างๆกันไปในแต่ละบาน
เช่น ตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์ของพระบรมวงศานุวงศ์ในปัจจุบัน ตราสัญลักษณ์ของ
ร.1-ร.7 เครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างๆ เป็นต้น ส่วนพระประธานในวิหารนี้คือ
พระพุทธโสรถมณี และด้านหน้าของพระประธานมีรูปเหมือนหลวงปู่เนื่องให้เราได้สักการบูชากันด้วย
นอกจากวิหารแล้วภายในวัดจุฬามณียังมีกุฏิหลวงปู่เนื่องที่ภายในมีร่างละสังขารของหลวงปู่เนื่องนอนอยู่ในโลงแก้ว
อีกทั้งยังมีพระบรมสารีริกธาตุให้พวกเราสักการะและเดินวนทักษิณา 3 รอบก่อนที่จะขอพรให้สมหวัง
ต่อไปเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สี่
คือ วัดภุมรินทร์กุฎีทอง อ.อัมพวา วัดนี้ เป็นวัดที่อยู่ของนางสั้นมารดาของพระราชินีใน
ร.1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ภายในวัดมีกุฏิไม้ตั้งอยู่ริมน้ำสร้างด้วยไม้สักทอง
ผนังด้านในเขียนลายรดน้ำปิดทองอันเป็นที่มาของชื่อกุฎีทอง นอกจากนี้ภายในวัดยังมีพิพิธภัณฑ์วัดภุมรินทร์ที่เก็บของสำคัญของร.ที่
1 ซึ่งก็คือตราประทับพระราชลัญจกรหรือตราประทับประจำพระองค์ของ ร.1 ทำจากงาช้าง
และยังมีพวกโบราณวัตถุประเภทต่างๆ
เมื่อเดินชมวัดกันจนทั่วแล้วพวกเราก็ต้องไปไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัยกันในโบสถ์ก่อนที่จะเดินทางไปยังวัดต่อไป
ที่ วัดบางแคใหญ่ อ.อัมพวา ซึ่งสันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่สร้างตั้งแต่สมัยอยุธยา
แต่ว่าท่านเจ้าพระยาวงษาสุรศักดิ์(แสง วงศาโรจน์) ได้มาบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ให้กับภรรยาหลวง
ในรัชสมัย ร.2 พร้อมกับตั้งชื่อใหม่ว่าวัดบางแคใหญ่
ส่วนวัดที่ท่านสร้างให้กับภรรยาน้อย ท่านก็ตั้งชื่อว่าวัดบางแคน้อย
(เจ๋งดีมั้ยล่ะ)

ภายในอุโบสถวัดบางแคน้อยมีผนังและเพดานกรุด้วยไม้สักแกะสลักนูนสูงอย่างวิจิตรบรรจง
สำหรับสิ่งชวนชมในวัดบางแคใหญ่ที่ยังหลงเหลืออยู่ก็คือ จิตกรรมฝาผนังสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
อายุราว 150-200 ปี ที่เขียนขึ้นด้วยสีฝุ่นจากธรรมชาติผสมกาวเขียนลงบนแผ่นไม้สัก
เรื่องราวตามภาพจิตกรรมนี้เป็นเรื่องราวการยกทัพในสมัยของ ร. 2 และแฝงไปด้วยเรื่องราวลักษณะชีวิตความเป็นอยู่
การแต่งกายในสมัยนั้น ซึ่งจิตกรรมฝาผนังเหล่านี้หลงเหลือให้เห็นอยู่ด้านในของกุฏิสงฆ์
ละอีกหนึ่งที่ที่ปรากฏร่องรอยจิตกรรมฝาผนังกึ่งจีนผสมไทยได้แก่ที่ หอพระไตรปิฎกที่เก่าแก่เช่นกัน
จากนั้นพวกเราก็ไปกราบไหว้พระศรีสมุทรพุทธโคดม
พระประธานในพระอุโบสถ ก่อนจะเดินทางต่อไปยังวัดบางแคน้อย
ที่อยู่ไม่ไกลกัน โดยวัดแห่งนี้มีความสวยงามของอุโบสถที่สร้างขึ้นใหม่ในปีพ.ศ.2539
ด้วยพื้นไม้ตะเคียน 7 แผ่น หากใครได้มีโอกาสเข้าไปชมด้านในจะต้องรู้สึกตระการตาเหมือน
ผู้จัดการท่องเที่ยว เป็นแน่แท้ เนื่องจากผนังและเพดานกรุด้วยไม้สักที่ได้รับการแกะสลักนูนสูงอย่างวิจิตรบรรจงเกี่ยวกับเรื่องราวของพระพุทธประวัติ
พระพุทธชาดก 10 ชาติอย่างสวยงามวิจิตร
โบสถ์ปรกโพธิ์วัดค่ายบางกุ้งอันซีนไทยแลนด์อันโดดเด่นแห่งเมืองแม่กลอง
หลังดื่มด่ำกับงานแกะสลักในวัดบางแคน้อยแล้ว
เราไปต่อยังวัดค่ายบางกุ้ง ในบริเวณค่ายบางกุ้งที่ตั้งขึ้นมาพร้อมๆกัน
ค่ายบางกุ้ง เป็นค่ายที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยปลายกรุงศรีอยุธยาโดยพระเจ้าเอกทัศน์โปรดเกล้าฯ
ให้กองทัพเรือมาตั้งค่ายที่ ต.บางกุ้ง เพื่อตั้งรับพม่า ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีด้วยเป็นค่ายที่ตั้งอยู่ในเส้นทางยุทธศาสตร์
เป็นปราการสำคัญด่านสุดท้ายก่อนที่ข้าศึกจะเข้าถึงตัวเมืองกรุงธนบุรี
ส่วนความโดดเด่นของวัดบางกุ้งนั้น
ผู้จัดการท่องเที่ยว จัดว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เพราะวัดแห่งนี้มีโบสถ์ปรกโพธิ์ที่มองดูจากภายนอกตัวโบสถ์ถูกปกคลุมด้วยรากไม้ใหญ่
4 ชนิดทั้งโพธิ์ ไทร ไกล และกร่าง รากไม้เหล่านี้ช่วยยึดตัวโบสถ์ที่เก่าแก่ให้คงรูปอยู่ได้
นับเป็นความลงตัวที่แปลกตาน่ายลจน ททท.ชูให้เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวอันซีนไทยแลนด์อันโดดเด่นแห่งเมืองแม่กลอง
เมื่อเข้าไปด้านในโบสถ์ที่ปกคลุมด้วยรากไม้แห่งนี้
เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อนิลมณี ที่เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้าน ด้านหลังโบสถ์มีศาลเจ้าแม่ไทร
และฤๅษีเทพารักษ์ นอกจากนี้ภายในวัดบางกุ้งยังมีอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ให้พวกเราได้สักการะ และมีรูปปั้นการใช้ศิลปะแม่ไม้มวยไทยในท่าต่างๆให้เราได้เต๊ะท่าถ่ายรูปกันอีกด้วย
ทีนี้ก็มาถึงยังวัดลำดับที่
8 คือ "วัดแม่พระบังเกิด" ซึ่งแตกต่างไปจากวัดที่ผ่านๆมา
เพราะเป็นวัดของชาวคริสต์นิกายคาทอลิก ที่มีอาสนวิหารแม่พระบังเกิดหรือ"โบสถ์บางนกแขวก"
เป็นสถาปัตยกรรมสำคัญอันโดดเด่นประจำวัด

พระอุโบสถในวัดอัมพวันเจติยารามด้านในมีจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงาม
โบสถ์หลังใหญ่นี้สร้างขึ้นในสมัย ร. 5
มีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปี สร้างในแบบสถาปัตยกรรมกอธิค ที่มียอดแหลมพุ่งเสียอดแทงขึ้นไปบนท้องฟ้าดูสง่าเคร่งขรึม
ภายในประดับด้วยภาพเขียนบนกระจกสี (Stained Glass) จากฝรั่งเศส วาดเป็นเรื่องราวของพระเยซู
และประวัติพระแม่มารีอา หากมองจากด้านในจะเห็นแสงที่ส่องผ่านกระจกสีสันต่างๆ
เกิดเป็นภาพที่สวยงามยิ่งนัก
หลังสลับอารมณ์กันด้วยวัดแบบคริสต์แล้ว
เราก็มาปิดทริปปิดท้ายไหว้พระ 9 วัดเมืองแม่กลองกันที่ วัดอัมพวันเจติยาราม
วัดสำคัญในประวัติศาสตร์สมัยรัตโกสินทร์ เนื่องจากวัดนี้เป็นนิวาสสถานเดิมของสมเด็จพระอมรินทรามาตย์
พระบรมราชินีใน ร.1 และยังเป็นสถานที่ประสูติของ ร. 2
ภายในวัดมีพระปรางค์ซึ่ง
ร. 3 ทรงสร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระสรีรังคารของ ร. 2 ส่วนพระอุโบสถด้านในมีจิตรกรรมฝาผนังที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา
โปรดเกล้าฯ ให้เขียนขึ้น เพื่อแสดงเรื่องราวพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของ
ร. 2 และเรื่องราวในวรรณคดีที่ท่านทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ
ก็ได้ทรงลงมือวาดด้วยพระองค์เองด้วย
หลังจากที่พวกเราเข้าไปสักการะกราบไหว้ขอพร
พร้อมทั้งเที่ยวชมความสวยงามของโบราณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ครบทั้ง 9 แห่งแล้ว
ทำให้รู้สึกว่าจิตใจของตนเองมีความสงบยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกหัวใจพองโตอย่างอิ่มเอม
ผู้จัดการท่องเที่ยว รู้สึกเหมือนจะเข้าใจความรู้สึกของเหล่าผี
วิญญาณ สัมภเวสี หรือสิ่งอื่นใด ที่เมื่อคนทำบุญให้เขา เขาจะรับรู้และอิ่มบุญไปด้วย...สาธุ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ททท.ภาคกลางเขต 1 โทร.0-3451-1200,
0-3451-2500, 1672